]
:: ป่าในเมืองไทย ::

บทนำ
ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีน ทอดตัวอยู่ในแนวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างเส้นละติจูดที่ 97 องศา 30 ลิปดาตะวันออก ถึง 105 องศา 45 ลิปดาตะวันออก และเส้นลองติจูด 5 องศา 45 ลิปดาเหนือ ถึง 20 องศา 30 ลิปดาเหนือ มีความยาวจากเหนือจรดใต้ประมาณ 1,500 กิโลเมตร และความกว้างจากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตกประมาณ 500 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 513,115 ตารางกิโลเมตร (320.7 ล้านไร่)

ภูมิประเทศ

ประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น 4 ภาคตามลักษณะภูมิประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก และภาคใต้ ลักษณะภูมิประเทศของภาคต่าง ๆ มีดังนี้
ภาคเหนือ
เป็นเทือกเขาสูงและหุบเขาสลับกันไปตามแนวเหนือ-ใต้ ภูมิประเทศแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะคือ เทือกเขา ที่ราบระหว่างหุบเขา และที่ราบลุ่มแม่น้ำ มียอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศคือดอยอินทนนท์ เทือกเขาแดนลาวซึ่งตั้งอยู่ทางตอนบนของภาค กั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับสหภาพเมียนมาร์ มีแม่น้ำโขงไหลผ่านชายแดนทางด้านอำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ ในจังหวัดเชียงราย ทางด้านทิศตะวันออก มีเทือกเขาหลวงพระบางกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นอกจากนั้นยังมีเทือกเขาถนนธงชัยซึ่งทอดตัวยาวเป็นแนวจากเหนือลงมาใต้ และเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสายโดยเฉพาะแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมย กั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับสหภาพเมียนมาร์ และไหลผ่านชายแดนของจังหวัดแม่ฮ่องสอนและตาก ส่วนทางด้านทิศตะวันออกของภาค มีเทือกเขาเพชรบูรณ์กั้นแยกออกจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำนา อยู่ทางตอนล่างของภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งคล้ายจานที่วางเอียง พื้นที่ด้านทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นเทือกเขาและที่ราบสูง แล้วค่อย ๆ ลาดเอียงไปทางแนวตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเกิดจากการยกตัวของแผ่นดินด้านตะวันตกและด้านใต้ แยกตัวออกไปจากที่ราบภาคกลาง มีภูเขายกตัวสูงขึ้นตามขอบที่ราบสูง ได้แก่เทือกเขาเพชรบูรณ์และดงพญาเย็น ทอดตัวเป็นแนวยาวทางด้านทิศตะวันตก กั้นแยกจากภาคเหนือ เทือกเขาสันกำแพงและพนมดงรัก ทอดตัวเป็นแนวทางด้านทิศใต้ กั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและพระราชอาณาจักรกัมพูชา นอกจากนี้บริเวณพื้นที่ที่ค่อนไปทางตอนบนของภาค ยังมีเทือกเขาภูพานเรียงรายไปตามแนวตะวันตกเฉียงเหนือถึงตะวันออกเฉียงใต้จากจังหวัดเลยถึงจังหวัดนครพนม นอกจากนั้นยังมีแม่น้ำโขงซึ่งเป็นเส้นกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไหลผ่านทางด้านเหนือของภาค พื้นที่สองในสามของภาคอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำชีและลุ่มแม่น้ำมูล และมีลักษณะเอียงลาดลงสู่แม่น้ำโขง ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินเค็มและดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ อุ้มน้ำได้น้อย
ภาคกลางและภาคตะวันตก
พื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีแนวภูเขาล้อมรอบสามด้าน ตอนเหนือของภาคเป็นเนินเขาเตี้ย ๆ ที่ต่อเนื่องมาจากทิวเขาทางเหนือและทางตะวันตก พื้นที่ลาดเอียงจากเหนือมาใต้ จึงเป็นที่ลุ่มมาก มีน้ำแช่ขัง มีหนองบึงกระจายอยู่ทั่วไปในหน้าน้ำ บริเวณขอบที่ราบลุ่มเป็นพื้นที่ราบเรียบจนถึงพื้นที่ลูกคลื่น ทางทิศตะวันออกของจังหวัดลพบุรีเป็นที่ราบสลับกับเนินเขาเตี้ย มีภูเขาหินปูนกระจายอยู่ทั่วพื้นที่
ภาคตะวันตกมีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อย และยังมีที่ราบระหว่างภูเขาอันต่อเนื่องกับที่ราบของภาคกลาง มีเทือกเขาตะนาวศรีกั้นเขตแดนระหว่างสหภาพเมียนม่าร์กับประเทศไทย เริ่มตั้งแต่จังหวัดกาญจนบุรีลงไปทางทิศใต้ และยังมีบางส่วนของเทือกเขาถนนธงชัยที่ทอดยาวจากภาคเหนือลงมาจรดภาคตะวันตก กั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับสหภาพเมียนม่าร์
ภาคตะวันออก
เป็นที่ราบลุ่ม ที่สูงและป่าเขา รวมทั้งชายฝั่งทะเลและเกาะต่าง ๆ โดยมีเกาะที่สำคัญ ได้แก่ เกาะช้าง เกาะกูด และเกาะสีชัง ทางตอนบนของภาคมีเทือกเขาสันกำแพงกั้นภูมิภาคน้ำออกจากภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีทิวเขาบรรทัดกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับพระราชอาณาจักรกัมพูชา ส่วนทางตอนล่างของภาค มีเทือกเขาจันทบุรี
ซึ่งเป็นที่ตั้งของยอดเขาสอยดาวใต้ ที่เป็นยอดเขาสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ เทือกเขานี้เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำประแสร์ และแม่น้ำจันทบุรี
ภาคใต้
เป็นคาบสมุทร ถูกขนาบข้างด้วยอ่าวไทยทางฝั่งตะวันออกและทะเลอันดามันทางฝั่งตะวันตก สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาทอดยาวเป็นแนวเหนือ-ใต้หลายเทือกเขา คิดเป็นร้อยละ 35 ของพื้นที่ภาค มีแนวเขาภูเก็ตยาวตั้งแต่จังหวัดชุมพรถึงพังงา และทิวเขานครศรีธรรมราช เริ่มจากทางทิศใต้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปจนถึงจังหวัดสตูล ทิวเขาทั้งสองนี้ทอดยาวไปทางตอนกลางของภาค ส่วนทางใต้สุดของภาคมีแนวทิวเขาสันกาลาคีรี ทอดยาวในเขตตะวันออก-ตะวันตก กั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย

ภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศของประเทศไทยเป็นแบบร้อนชื้น มีลมมรสุมพัดผ่าน พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมีฝนตกถึงสี่ในห้า เนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จากเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ภูมิอากาศของประเทศมีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยร้อยละ 74.4 (ระหว่างร้อยละ 66.0-82.8) อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 27.6 องศาเซลเซียส (ระหว่าง 23.7-32.5 องศาเซลเซียส) ลักษณะภูมิอากาศของภาคต่าง ๆ มีดังนี้
ภาคเหนือ
ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่พัดเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ มีผลทำให้พื้นที่ของภาคกลางและภาคเหนือมีอุณหภูมิลดลง อุณหภูมิต่ำสุดของภาคเหนือจะอยู่ระหว่างเดือนธันวาคมถึงมกราคม มีค่าเฉลี่ยประมาณ 21.5 องศาเซลเซียส และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มอ่อนตัวลง ช่วงเปลี่ยนฤดูก็มาถึง ก่อนที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้จะพัดเอาความชุ่มชื้นมานั้น อากาศช่วงนี้จะร้อนอบอ้าวมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงที่ร้อนที่สุด จากนั้นเมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้าสู่ประเทศจะทำให้เกิดฝนตกหนักตามบริเวณภูเขา ไปจนถึงช่วงกลางเดือนตุลาคม ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนจะมีฝนตกหนักที่สุด และจะมีความถี่ของพายุหมุนเขตร้อนจากทะเลจีนใต้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยตอนบนมากที่สุดในช่วงเดือนกันยายน ทำให้ฝนตกชุก และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมตามบริเวณที่ราบลุ่มสองฝั่งของลำน้ำสายต่าง ๆ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีเทือกเขาสูงทางด้านทิศใต้และทิศตะวันตก จึงทำให้เกิดการปิดกั้นกระแสอากาศที่มีไอน้ำและความชื้นจากทะเล ทำให้ภูมิภาคนี้มีปริมาณฝนตกน้อยและไม่สม่ำเสมอ โดยฝนจะตกน้อยทางด้านทิศตะวันตกของภาค และค่อย ๆ ตกมากขึ้นในด้านทิศตะวันออกของภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดหนองคาย สกลนครและนครพนม ในฤดูหนาวอากาศจะหนาวจัด เพราะได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออย่างเต็มที่ ส่วนในฤดูร้อนอากาศจะร้อนจัดเช่นเดียวกัน เนื่องจากพื้นดินแห้งและอยู่ห่างไกลจากทะเล อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีอยู่ระหว่าง 26-27 องศาเซลเซียส
ภาคกลางและภาคตะวันตก
ภาคกลางและภาคตะวันตกอยู่ในเขตโซนร้อน เพราะได้รับอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาว ทำให้เกิดอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง อุณหภูมิโดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 26-33.7 องศาเซลเซียส
ภาคตะวันออก
จังหวัดในภาคตะวันออกเกือบทุกจังหวัดอยู่ติดกับอ่าวไทย จึงได้รับอิทธิพลจากลมทะเล และลมประจำฤดูกาล ได้แก่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ลมพายุหมุนเขตร้อน ได้แก่ ดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน ไต้ฝุ่น จึงมีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อนและแบบสะวันนา
ภาคใต้
มีฝนในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเลตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป จะมีฝนตกชุกมาก ฤดูฝนของภาคใต้นี้จะมี 2 ระยะ คือมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน จะมีฝนตกมากทางฝั่งตะวันตกของภาค และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ จะมีฝนตกมากทางฝั่งตะวันออกของภาค

ชีวนิเวศ
ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างหลากหลาย และสภาพภูมิอากาศเขตร้อน ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด ประเทศไทยจึงมีถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติหลากหลายประเภท ซึ่งอาจแบ่งเป็นระบบนิเวศบนบก ระบบนิเวศน้ำจืดและระบบนิเวศชายฝั่งและทะเล
ระบบนิเวศบนบก
ระบบนิเวศธรรมชาติบนบกของประเทศไทยส่วนใหญ่ประกอบด้วยป่าไม้ มีทุ่งหญ้าบ้างเป็นส่วนน้อย ป่าไม้ในประเทศไทยแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ ป่าไม่ผลัดใบ (evergreen forest) และป่าผลัดใบ (deciduous forest) ป่าไม่ผลัดใบส่วนใหญ่มักพบในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนสูงและฤดูแล้งที่สั้น ดังเช่นบริเวณภูเขาและที่ลุ่มต่ำของภาคใต้ และบางส่วนของภาคตะวันออก ตลอดจนในพื้นที่สูงตอนบนของประเทศ ในขณะที่ป่าผลัดใบ โดยมากจะพบในพื้นที่ราบตอนกลางและตอนบนของประเทศ
ทั้งนี้ป่าแต่ละประเภทสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยตามสภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ ลักษณะดิน และปริมาณน้ำฝน ได้ดังนี้

ป่าดงดิบเขา

ป่าดงดิบเขา (hill evergreen forest) เป็นป่าไม่ผลัดใบ พบในพื้นที่ภูเขาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีความสูงมากกว่า 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปี และมีอุณหภูมิต่ำสุดในฤดูหนาวน้อยกว่า 10 องศาเซลเซียส ป่าดงดิบเขาในประเทศไทยมีอยู่ 3 ประเภท คือ ป่าดงดิบเขาระดับสูง (upper hill evergreen forest) ป่าดงดิบเขาระดับต่ำ (lower hill evergreen forest) และสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ (semi-alpine forest) ซึ่งแบ่งโดยใช้มอสและอัลไพน์ ซึ่งปกคลุมต้นไม้และพื้นที่เป็นเกณฑ์ สภาพป่าโดยรวมมีลักษณะเป็นป่าโปร่งมากกว่าป่าไม่ผลัดใบประเภทอื่น โดยไม้ยืนต้นที่พบจะเตี้ยกว่า และแผ่กิ่งก้านออกไปเป็นบริเวณกว้างกว่าไม้ที่พบในป่าดงดิบชื้น นอกจากนี้ยังพบพรรณไม้เขตอบอุ่นในป่าดงดิบเขาด้วย

ป่าดงดิบแล้ง

ป่าดงดิบแล้ง (dry evergreen forest) เป็นป่าไม่ผลัดใบ พบได้ทั่วไปทางตอนกลางและตอนบนของประเทศ ในพื้นที่ต่ำกว่า 400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,000-2,000 มิลลิเมตร ต่อปี และมีฤดูแล้งเป็นเวลานานอย่างน้อยที่สุดสามเดือน แม้ว่าป่าดงดิบแล้งจะมีลักษณะทางพฤษศาสตร์ที่คล้ายคลึงกับป่าดงดิบชื้น แต่ไม้ในวงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) ที่พบมักมีน้อยชนิดกว่า ป่าดงดิบแล้งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่สำคัญของชนิดพันธุ์สัตว์บกในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่

ป่าดงดิบชื้น
ป่าดงดิบชื้น (moist evergreen forest) เป็นป่าไม่ผลัดใบ ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างและบางพื้นที่ในภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งมีปริมาณฝนประมาณ 2,000 มิลลิเมตรต่อปี ที่ความสูงน้อยกว่า 900 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ไม้ยืนต้นที่พบส่วนใหญ่เป็นไม้ในวงศ์ยาง ซึ่งบางต้นมีความสูงถึง 50 เมตร ป่าดงดิบชื้นมีลักษณะเป็นป่าทึบ ปกคลุมด้วยไม้ยืนต้นที่มีความสูงประมาณ 25-30 เมตร และมีความชื้นสูง เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของพืชอิงอาศัย เช่น เฟิน มอส และกล้วยไม้ ตลอดจนเห็ดและเชื้อราที่ขึ้นอยู่ตามต้นไม้หลากหลายชนิด น่าเสียดายที่ป่าดงดิบชื้นในพื้นที่ราบภาคใต้ของประเทศไทยได้ถูกทำลายไปเป็นอันมาก จนเหลือพื้นที่ป่าขนาดใหญ่อยู่ไม่กี่แห่งเท่านั้น

ป่าสนเขา
ป่าสนเขา (pine forest) เป็นป่าไม่ผลัดใบ ป่าสนเขาธรรมชาติยังคงพบได้ในพื้นที่สูงบางแห่งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ความสูงประมาณ 800-1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ป่าสนเขาที่พบในพื้นที่ต่ำ มักเป็นป่าผสมเต็งรัง ส่วนในพื้นที่ที่มีระดับความสูงมากนั้น อาจพบป่าสนเขาผสมป่าโอ๊คไม่ผลัดใบได้ แต่ทั้งนี้ ไม้เด่นที่พบในป่าสนเขาทุกประเภทจะมีเพียงไม้สนดั้งเดิมสองชนิด ได้แก่ สนสองใบ (Pinus merkusii) และสนสามใบ (P. kesiya) ตัวอย่างของป่าสนเขา สามารถพบได้ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงและอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ป่าเบญจพรรณ
ป่าเบญจพรรณ (mixed deciduous forest) เป็นป่าผลัดใบ พบอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศ ซึ่งมีลักษณะภูมิอากาศสามฤดูกาลที่ชัดเจน มีช่วงแล้งนานกว่าสามเดือนและมีปริมาณฝนต่ำกว่า 1,600 มิลลิเมตรต่อปี ลักษณะป่าเป็นป่าโปร่งบนพื้นที่ที่มีสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์กว่าป่าเต็งรัง และมีพืชตระกูลไผ่หลากหลายชนิด พื้นที่ป่าปกคลุมด้วยใบไม้แห้งซึ่งเป็นเชื้อเพลิงไฟป่าในฤดูแล้ง ป่าผสมผลัดใบเป็นป่าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของไม้สัก (Tectonagrandis) และไม้เศรษฐกิจที่ใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ได้แก่ แดง (Xylia xylocarpa) มะค่าโมง (Afzeliakerii) และมะเกลือ (Diospyros mollis) เป็นต้น

ป่าเต็งรัง

ป่าเต็งรัง (dry deciduous forest) เป็นป่าผลัดใบ ส่วนใหญ่พบได้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความสูงประมาณ 100-1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ปริมาณฝนน้อยกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี และมีฤดูแล้งยาวนาน ป่าเต็งรังเป็นป่าโปร่งคล้ายป่าผสมผลัดใบ ประกอบด้วยไม้เด่น เป็นไม้ในตระกูลยางสี่ชนิด ได้แก่ เต็ง (Shorea obtuse) รัง (S. siamensis) เหียง (Dipterocarpus obtusifolius) และพลวง (D. tuberculatus) ซึ่งมักสูงไม่เกิน 15 เมตร พื้นล่างหนาแน่นด้วยหญ้า ลักษณะพิเศษของพรรณไม้ในป่าเต็งรัง คือเป็นไม้ซึ่งต้องอาศัยไฟป่าในการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์
นอกจากนี้ยังพบป่าบนภูเขาหินปูน (limestone forest) ซึ่งเทือกเขาหินปูนส่วนใหญ่ทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ อยู่ในพื้นที่ทางทิศตะวันตกของประเทศ นอกจากนั้นยังมีภูเขาหินปูนบนเกาะกลางทะเลอีกหลายแห่งและในที่ราบลุ่มเป็นต้นว่าที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ราบลุ่มแม่น้ำตาปี ป่าหินปูนมีสภาพแห้งแล้งเนื่องจากมีหน้าดินตื้น ประกอบกับตั้งอยู่บนพื้นหินที่อุดมด้วยฟอสฟอรัส พรรณพืชที่พบในป่าหินปูนมักขึ้นอยู่กระจัดกระจาย บางชนิดเป็นพืชเฉพาะถิ่นซึ่งเกิดจากการวิวัฒนาการในสภาพแวดล้อมที่มีลักษณะเฉพาะ ป่าหินปูนเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคามหลายประเภท อาทิ หนูขนเสี้ยนเขาหินปูน (Rattus hinpoon) นอกจากป่าที่พบในเทือกเขาในภาคตะวันตกแล้ว ตัวอย่างป่าบนภูเขาหินปูนที่สมบูรณ์สามารถพบได้ในพื้นที่ภูเขาในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด อ่าวพังงา และหมู่เกาะอ่างทอง
ในพื้นที่บางแห่งมีไม้ใหญ่น้อย มีหญ้าขึ้นปะปนอยู่มากเรียกว่า ป่าทุ่ง ซึ่งพบอยู่ทั่วไปในพื้นที่ที่มีคุณภาพดินต่ำ หน้าดินตื้น หรือสภาพดินมีความเป็นกรดสูง และมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 800 มิลลิเมตรต่อปี เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่ถูกคุกคามหลายชนิด อาทิ วัวแดง และกระทิง ตัวอย่างของป่าทุ่งที่มีความสมบูรณ์ พบได้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
ระบบนิเวศน้ำจืด
ระบบนิเวศน้ำจืดในประเทศไทยแบ่งตามลักษณะทางอุทกศาสตร์ออกเป็นระบบแม่น้ำ ทะเลสาบ และหนองบึง นอกจากนั้นยังมีสังคมพืชที่เกิดขึ้นในบริเวณที่ราบลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำหรือบึงใหญ่ ซึ่งถูกน้ำท่วมในฤดูฝนที่เรียกว่า ป่าบึงน้ำจืด และสังคมพืชในที่ลุ่มน้ำขัง ที่ดินเป็นดินอินทรียวัตถุ เกิดจากการผุพังสลายตัวของซากพืชที่เรียกว่า ป่าพรุ

ระบบแม่น้ำ

ระบบแม่น้ำในประเทศไทยแบ่งตามเขตภูมิศาสตร์ได้เป็น 6 ระบบใหญ่ ๆ คือ ระบบแม่น้ำสาละวิน ระบบแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำเพชรบุรี ระบบแม่น้ำในภาคใต้ ระบบแม่น้ำในภาคตะวันออก ระบบแม่น้ำเจ้าพระยาและระบบแม่น้ำโขง โดยระบบแม่น้ำในภาคใต้และภาคตะวันออกนั้น ส่วนมากเป็นแม่น้ำสายสั้น ๆ ครอบคลุมพื้นที่น้อยกว่าระบบแม่น้ำอื่น ในขณะที่ระบบแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นระบบแม่น้ำที่มีความสำคัญที่สุดของประเทศ ทอดตัวผ่านตอนกลางของประเทศ จากการบรรจบของแม่น้ำปิง วัง ยม และน่านในภาคเหนือ และแตกแขนงออกไปเป็นแม่น้ำท่าจีนทางตอนล่างของภาคกลาง ส่วนแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีความยาวเป็นอันดับที่ 11 ของโลกนั้น เป็นแหล่งน้ำที่คอยโอบอุ้มระบบแม่น้ำที่มีความสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ แม่น้ำพอง แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล สำหรับระบบแม่น้ำสาละวิน เป็นระบบแม่น้ำที่มีความสำคัญต่อพื้นที่ในภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ แม่น้ำสายนี้มีสภาพพื้นที่ ที่มีริมฝั่งเป็นแก่งและหุบเหวมากที่สุดเมื่อเทียบกับแม่น้ำสายอื่นของโลก และมีลักษณะพื้นท้องน้ำส่วนใหญ่เป็นพื้นที่หิน
บึงและหนองน้ำ
ประเทศไทยมีบึงขนาดใหญ่อยู่ไม่มากนัก บึงที่มีความสำคัญและเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ได้แก่ ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง และหนองหานกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ส่วนบึงขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญ ได้แก่ บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา และหนองหาน จังหวัดสกลนคร นอกจากนี้ ยังมีทะเลสาบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม เป็นต้น แหล่งน้ำเหล่านี้มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อชนิดพันธุ์นกน้ำอพยพ เนื่องจากตั้งอยู่บนเส้นทางอพยพของนกน้ำ ใช้ในการอพยพตามฤดูกาล

ป่าบึงน้ำจืด

ป่าบึงน้ำจืด (freshwater swamp forest) หรือป่าน้ำท่วม เป็นสังคมพืชที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ราบต่ำริมฝั่งแม่น้ำหรือบึงใหญ่ที่มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งในฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลาก ป่าชนิดนี้จะถูกน้ำท่วมเป็นระยะเวลาหลายเดือนในแต่ละปี ตามพื้นล่างของป่าจะไม่มีการสะสมของซากพืชหรืออินทรียวัตถุอย่างถาวร เนื่องจากถูกกระแสน้ำพัดพากระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ ป่าชนิดนี้พบทั่วไปเกือบทุกภาคของประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่มีขนาดพื้นที่ไม่มากนัก เดิมมีอยู่ตามลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันที่เป็นผืนใหญ่พอมีเหลืออยู่บ้างตามริมฝั่งแม่น้ำตาปี เช่น ป่าบึงหนองทุ่งทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ป่าบึงทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง และป่าบุ่งทุ่งทาม ในลุ่มแม่น้ำมูล-ชี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ป่าพรุ

ป่าพรุ (peat swamp forest) ขึ้นอยู่ในพื้นที่ลุ่มในแผ่นดินที่มีน้ำท่วมขังตลอดปีหรือเกือบตลอดปี ดินส่วนใหญ่เป็นดินอินทรียวัตถุที่เกิดจากการทับถมกันของซากพืชเป็นเวลาช้านาน ส่วนที่สลายหมดไปจะเกิดเป็นอินทรียวัตถุเรียกว่า muck ส่วนที่สลายไม่หมดเรียกว่า peat ในพื้นที่ป่าพรุมีดินทั้งสองอย่างปะปนกัน (peat and muck soil) ป่าพรุได้รับน้ำจากน้ำฝนเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีทางระบายน้ำตามธรรมชาติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จึงทำให้สังคมสิ่งมีชีวิตมีลักษณะแตกต่างจากป่าบึงน้ำจืด ป่าพรุที่มีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่มากอยู่ในจังหวัดนราธิวาส ได้แก่ พรุบาเจาะ และพรุโต๊ะแดง พรุเล็ก ๆ ที่มีเนื้อที่เพียงเล็กน้อย พบในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และบางจังหวัดในภาคใต้
ระบบนิเวศที่มีดินอินทรียวัตถุสะสมแบบนี้อาจเกิดขึ้นบนภูเขาสูงตามแอ่งที่มีน้ำขังมากหรือน้อยตลอดปี มีการสะสมของซากมอสเป็นส่วนใหญ่ เช่น แอ่งเล็ก ๆ ของแหล่งซับน้ำ (sphragnum bog) บริเวณยอดดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ หรือที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ขึ้น ได้แก่ พื้นที่พรุภูกระดึง จังหวัดเลย
ระบบนิเวศชายฝั่ง
ชายฝั่งของประเทศไทย ทั้งในภาคตะวันออกและภาคใต้ มีความยาวรวมทั้งสิ้นกว่า 2,614 กิโลเมตร และครอบคลุมเกาะต่าง ๆในอ่าวไทย และทะเลอันดามันมากกว่า 128 เกาะ ระบบนิเวศชายฝั่งในประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

ป่าชายหาด

ป่าชายหาด (beach forest) ปกคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่เป็นดินทรายหรือหาดทรายเก่าที่ยกตัวสูงขึ้น และบริเวณฝั่งทะเลที่เป็นหินกระจายอยู่ทั่วไปบริเวณชายฝั่งของทะเลสลับกับป่าชายเลน ป่าชนิดนี้ที่ยังมีสภาพดั้งเดิม อยู่ที่อุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะพีพี อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ประกอบด้วยพืชที่ขึ้นในที่แห้งแล้งเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจาการขาดแคลนน้ำจืดในระยะยาว ดินในป่าชนิดนี้ส่วนใหญ่เป็นดินทราย เก็บรักษาน้ำในดินไว้ได้ไม่นาน ธาตุอาหารในดินค่อนข้างน้อย จึงจัดเป็นป่าที่ให้ผลผลิตทางเนื้อไม้ต่ำ โครงสร้างของป่าจึงแปรผันไปตามลักษณะของดินและหิน ชายฝั่งที่เป็นดินทรายจึงอาจพบป่าสนทะเล ( Casuarina equisetifolia) ซึ่งไม่มีไม้อื่นปะปน โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา พังงาและภูเก็ต

ป่าชายเลน
ป่าชายเลน (mangrove forest) เป็นป่าไม่ผลัดใบ ขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเลบริเวณที่เป็นดินโคลนโดยเฉพาะปากแม่น้ำและลำคลองที่ไหลลงทะเล ตลอดแนวชายฝั่งทะเลของประเทศไทย มีส่วนที่เป็นป่าชายเลนอยู่ประมาณร้อยละ 36 ของความยาวชายฝั่ง พันธุ์พืชในป่าชายเลนได้วิวัฒนาการจนมีลักษณะแตกต่างจากชนิดพันธุ์พืชทั่วไปเช่น มีระบบรากเหนือพื้นที่ดิน แตกแขนงเป็นวงกว้างและมีความทนทานต่อความเค็มสูง ด้วยลักษณะที่พิเศษของป่าชายเลนนี่เองที่ทำให้การฟื้นฟูพื้นที่ป่าเป็นไปได้ค่อนข้างยาก และป่าชายเลนที่เสื่อมโทรมส่วนใหญ่มักกลายสภาพเป็นป่าเสม็ดในที่สุด บริเวณที่ยังคงมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์กว่าบริเวณชายฝั่งทะเลด้านอื่น ๆ ของประเทศคือ บริเวณฝั่งตะวันตกของภาคใต้ โดยเฉพาะในแถบจังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล

หาดเลน
หาดเลนหรือหาดโคลน (mud flat) พบบริเวณชายฝั่งที่มีความลาดชันน้อย คลื่นลมและกระแสน้ำไม่รุนแรง พบบริเวณชายฝั่งใกล้ปากแม่น้ำหรือลำคลองที่มีน้ำจืดไหลลงสู่ทะเลบริเวณอ่าวที่มีแนวเกาะกำบังลม อ่าวที่มีลักษณะปิดและทะเลสาบ หาดเลนเกิดจากการทับถมของตะกอนขนาดเล็ก ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และมีธาตุอาหารสูง ดังนั้น จึงเป็นแหล่งอาหารของชนิดพันธุ์หอยและสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลังหลายชนิด นอกจากนี้หาดโคลนยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของนกทะเลต่าง ๆ มากกว่า 40 ชนิด หาดเลนที่มีความสำคัญในฐานะถิ่นที่อยู่อาศัยของนกทะเล พบได้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด อุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตา อ่าวปากพนัง ปากแม่น้ำแม่กลอง และชายฝั่งในจังหวัดระนอง

หาดทราย

บริเวณชายฝั่งทะเลที่เป็นหาดทราย (sandy beach) มีลักษณะแตกต่างกันตั้งแต่ลักษณะความลาดชัน ความกว้างของชายหาด ไปจนถึงขนาดและองค์ประกอบของเม็ดทราย ขนาดของเม็ดทรายมีความสำคัญต่อชนิดและความสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิต หาดทรายที่อยู่ใกล้ปากแม่น้ำหรือแหล่งน้ำจืดประกอบด้วยทรายปนโคลน หาดทรายที่มีขนาดเม็ดทรายหยาบพบตามชายฝั่งมหาสมุทรที่มีคลื่นลมรุนแรง หาดทรายที่มีขนาดเม็ดทรายละเอียดจะพบในอ่าวหรือชายฝั่งทะเลที่คลื่นลมไม่รุนแรง สิ่งมีชีวิตบนหาดทรายเช่น ปู หอย ไส้เดือน และบนพื้นทรายตอนล่างสุดของชายหาด เช่น กุ้ง ปลา มักเป็นอาหารที่เหมาะสมแก่นกน้ำ นกชายเลน จำนวนมาก

หาดหิน

หาดหิน (rocky shore) เป็นบริเวณชายฝั่งที่มีแนวโขดหินหรือก้อนหินขนาดใหญ่และขนาดเล็กกระจายตัวอยู่เป็นบริเวณกว้างตามลักษณะความลาดชันของชายหาด มักพบหาดหินบริเวณชายฝั่งหรือเกาะที่เป็นภูเขาหินหรือหน้าผา เนื้อผิวหินและการเกิดซอกหลืบ ตลอดจนความกว้างของหาดจะแตกต่างกันตามภูมิประเทศ บางแห่งมีแอ่งน้ำเวลาน้ำลง มีพืชและสัตว์จำนวนมากอาศัยอยู่ ได้แก่ เพรียงหิน หอยนางรม ฟองน้ำ และสาหร่าย ซึ่งเหมาะสมเป็นแหล่งหากินของนกน้ำ นกชายน้ำ

แหล่งหญ้าทะเล

แหล่งหญ้าทะเล (seagrass bed) ส่วนใหญ่พบในบริเวณนอกชายฝั่งซึ่งมีพื้นทะเลเป็นทราย แหล่งหญ้าทะเลเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อชนิดพันธุ์สัตว์ทะเล เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารและที่หลบภัยของตัวอ่อนของสัตว์น้ำต่าง ๆ นอกจากนี้ แหล่งหญ้าทะเลยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพะยูน (Dugong dugon) ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง แหล่งหญ้าทะเลทางชายฝั่งตะวันออกของภาคใต้ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดสงขลา ในขณะที่ทางชายฝั่งตะวันตก แหล่งหญ้าทะเลส่วนมากพบในจังหวัดตรังและกระบี่ เช่นในบริเวณหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง

แนวปะการัง

แนวปะการัง (coral reef) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำหลากหลายชนิด ซึ่งหากเปรียบเทียบกับระบบนิเวศป่าไม้แล้ว แนวปะการังอาจมีจำนวนชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตและความหลากหลายของระบบนิเวศที่มากกว่าป่าดงดิบเขตร้อน แนวปะการังกว่า 300 แห่งในประเทศไทย พบได้ทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน โดยแนวปะการังที่มีความสมบูรณ์สามารถพบได้ในบริเวณเกาะช้างและเกาะเต่า ในอ่าวไทย หมู่เกาะสุรินทร์ และหมู่เกาะสิมิลัน ในทะเลอันดามัน เฉพาะในทะเลอันดามัน พบว่ามีชนิดพันธุ์ปะการังอยู่อย่างน้อย 645 ชนิด




ขอขอบคุณที่มาของแหล่งความรู้ : มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร
http://www.seub.or.th/


:: เพื่อนท่องเที่ยว Friend TraveL / เที่ยวดั่งใจ...ไปดั่งเพื่อน ::
สำนักงานเลขที่ 171/12 หมู่บ้าน คาซ่าซิตี้ ซอยสุขุมวิท 103 อุดมสุข 51 บางจาก พระโขนง กรุงเทพ ฯ 10260
Tel : 02-398-2238-40 , 089-500-3363 , 083-189-9622 , 089-403-6920 , Fax : 02-398-0115
Email : friendtravel2003@hotmail.com
www.friendtravelthai.com
- Design by : Morgan -