อัลบั้มเพื่อนท่องเที่ยว
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เวปบอร์ดของเราครับ
ผ่านมาทางนี้..อย่าลืมแวะเข้ามาทักทายกันบ้างนะครับ
ติดต่อเราได้ที่นี่เลยครับ
ดูรายละเอียดและเงื่อนไขการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ
พิพม์แบบฟอร์มการจองทัวร์ได้ที่นี่ครับ

โปรแกรมเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย / ภาคตะวันออก
 
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว
แห่งประเทศไทย
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายใน
ประเทศ (สทน.)
สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ
สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว
สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (แบ่งตามเขต)
ข้อมูลท่องเที่ยว 76 จังหวัด 
แผนที่ท่องเที่ยว 
แผนที่ประเทศไทย
กรมป่าไม้
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า
และพันธุ์พืช
อุทยานแห่งชาติ
จองบ้านพักอุทยานฯ OnLine
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอุทยาน
ตำรวจท่องเที่ยว
ค้นหาี่ใบอนุญาตินำเที่ยว
บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
การบินไทย
บางกอกแอร์เวย์
แอร์เอเชีย
แอร์อันดามัน
นกแอร
ภูเก็ตแอร์
พีบีแอร
One-2-Go
การรถไฟแห่งประเทศไทย
รถไฟฟ้า BTS
รถไฟฟ้าใต้ดิน
ขสมก.
บริษัท ขนส่ง จำกัด
นครชัย แอร
สมบัติ ทัวร์
กรมทางหลวง
ตรวจสอบระยะทาง  
Sanook.Com 
IDO Travellers
Young Creative Traveler
Pantip Cafe  
สีสันทัวร์
ทัวร์ไทย  
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์
อาดัง ซี แอดเวนเจอร์ ทัวร์
ซาบีน่า ทัวร์
ชมรมคนรักเกาะสุรินทร์
มอแกน.org
Save Our Sea
นายรอบรู้    
ไหว้พระธาตุประจำปีเกิด
สสส. ชุมชนคนรักสุขภาพ
เวปเพื่อสุขภาพจิิตที่ดีของคนไทย
สมาคมดาราศาสตร์ไทย
จักรยานรอบโลก
เทคนิคการดูนก
คนรักต้นไม้และชื่นชอบเฟิน
สยามสคูบ้า ไดฟ์วิ่ง
อุปกรณ์ดำน้ำ 
ตากล้องดอทคอม
ชุมชนคนรักกล้องดิจิตอล
ETC โฟโต้
สนามเดินป่า  
รวมอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง  
มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร
มูลนิธิเพื่อนช้าง
ศูนย์กลางบริการภาครัฐ
สมุดหน้าเหลือง
ตรวจสลากรัฐบาล
ตรวจสลากออมสิน
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
ราคาทองคำ
เอแบคโพล  
สวนดุสิตโพล  
ส่ง SMS ฟรี  
MSN ออนไลน์
มือถือ
ดู TV 24 ชม.
Maxnettv ดูทีวีออนไลน์
โลโก้ไทยแลนด์

พยากรณ์อากาศ บริเวณภาคเหนือ
พยากรณ์อากาศภายในประเทศ โดย..กรมอุตุนิยมิวิทยา
ตรวจสอบสภาพอากาศบริเวณภาคเหนือ และยอดดอย
พยากรณ์อากาศรายวัน และสถิติภูมิอากาศอย่างเป็นทางการทั่วโลก รวบรวมโดย..หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)
เช็คคลื่นลมทะเล โดย..กรมอุทกศาสตร์
 

นิตยสารสารคดีรายเดือน
หนังสือท่องเที่ยวที่ขายดีที่สุด
ร้านหนังสือดอกหญ้า
ร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊ค

:: Powered by phpBB
 บริษัท เซิร์ฟเวอร์ทูเดย์ (ประเทศไทย) จำกัด
โลโก้เพื่อนท่องเที่ยว

:: ทัวร์เวียดนาม ตอนที่ 2 ::

ถัดจากสุสานท่านโฮจิมินห์ ไปไม่ไกล ผมออกเดินต่อไปอีกนิดพร้อมๆ กับคณะทัวร์ (กลัวหลง....แต่ไม่ได้เดินจูงกันเหมือนกลุ่มเด็กๆ ในภาพนะครับ..อิอิ) ก็จะเป็นทำเนียบประธานาธิบดี และบ้านของท่านโฮจิมินห์ได้พำนักอาศัย



ที่ทำเนียบประธานาธิบดี เป็นตึกสีเหลืองอร่าม ที่ทางการเวียดนามนิยมใช้กับสถานที่ราชการทั่วไป โดยถือว่าสีเหลืองเป็นแห่งความสดใสรุ่งเรือง ทั้งยังให้ความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว
ตัวอาคารมีความสูง 4 ชั้น ตั้งเด่นเป็นสง่าท่ามกลางแมกไม้และสนามหญ้าเขียวขจี ทำเนียบประธานาธิบดีหลังนี้ใช้เป็นที่รับแขกบ้านแขกเมืองที่เดินทางมาเยือนเวียดนามในโอกาสต่างๆ นักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าไปชมภายในอาคารได้ ได้แต่ถ่ายภาพกันอยู่ภายนอกรอบๆ เท่านั้นครับ


เที่ยวบ้านลุงโฮ
หลังจากถ่ายภาพจนเป็นที่พอใจแล้ว ถึงเวลาออกเดินต่อไปยังบ้านพักของท่านโฮจิมินห์ ซึ่งประกอบไปด้วยสองส่วนในละแวกเดียวกันและติดๆ กับทำเนียบหลังนี้แหละครับ ในส่วนแรกเป็นบ้านพักหลังเก่า มีลักษณะเป็นกลุ่มตึกชั้นเดียว ทาสีเหลืองเหมือนกับทำเนียบ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นสีจากสีกระป๋องเดียวกันหรือเปล่า

ที่หมู่ตึกนี้ ใช้เป็นที่จัดแสดงของใช้ของท่านโฮจิมินห์ในสมัยนั้น อาทิ รถยนต์เปอร์โยสีเทา  ติดกันเป็นห้องอาหาร ห้องทำงาน บริเวณนี้นักท่องเที่ยวหลายคนเดินมาชะโงกดูที่หน้าต่างซึ่งมีกระจกใสกั้นอยู่  ต่างคนก็ใช้มือป้องกระจกกันแสงสะท้อน บางคนก็ผลุบๆ โผล่ๆ หามุมหาเหลี่ยมถ่ายภาพ ซึ่งก็รวมถึงผมด้วย



แต่จุดเด่นของบ้านท่านโฮจิมินห์ มิใช่อยู่ที่บ้านหลังเก่าของท่านหลังนี้ ยังมีอีกหลังหนึ่งที่ใหม่กว่าตั้งอยู่ในละแวกเดียวกัน ต้องเดินตามทางวันเวย์ไปอีกหน่อย บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ขนาดกระทัดรัด ยกพื้นมีใต้ถุนบ้านคล้ายบ้านไทยตามชนบท ตั้งอยู่ริมสระน้ำ มีต้นไม้มากมายให้ร่มเงาร่มเย็นไม่รู้สึกร้อน




ผมคิดไปว่าในช่วงปี พ.ศ. 2501 – 2512 ที่ท่านโฮจิมินห์ได้พำนักอยู่ที่บ้านหลังนี้จนถึงวาระสุดท้าย บางเวลาที่ท่านพักผ่อนท่านคงมีความสุขในบ้าน ถึงแม้จะไม่สบายใจกับสถานการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศมังกรแห่งนี้ก็ตาม


ชั้นล่างของบ้านเป็นใต้ถุนโล่ง มีชุดโต๊ะเก้าอี้ไว้รับแขก หรือสำหรับนั่งคุยกันในบรรยากาศสบายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมายนัก ส่วนชั้นบนมีห้องหนังสือ หรือห้องสมุด ห้องทำงาน และห้องนอน อยู่ติดๆ กัน ด้านทิศเหนือมีระเบียงทางเดินไม่กว้างมากนักที่ท่านโฮจิมินห์ ใช้เป็นจุดยืนทอดสายตาไปยังสระน้ำเบื้องหน้าเมื่อคราวที่ท่านต้องใช้ความคิด


เมื่อมองจากภายนอกจะเห็นว่าเป็นบ้านหลังเล็กๆ
ประมาณเท่าบ้านพักครูตามชนบทของบ้านเรา มีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยรายล้อมด้วยต้นไม้มากมาย แต่ใครเลยจะรู้ว่า ณ บ้านหลังเล็กหลังนี้ จะเป็นที่อยู่อาศัยของบุคคลที่พลิกฟื้นสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับชาวเวียดนาม

วัดเสาเดียว
นักท่องเที่ยวทยอยเดินจากบ้านบ้านพักของท่านโฮจิมินห์ไปอย่างช้าๆ บ้างชื่นชมกับดอกไม้สวยๆ ที่ผลิดอกระย้าเบิกบานเรียงรายสองข้างทางเดิน ในสระน้ำมีปลาว่ายกันเป็นฝูง หลายคนโปรยอาหารปลาลงไปให้ ในเวลาอันรวดเร็วอาหารนั้นก็มีอันมลายหายไป คนให้ก็รู้สึกเปี่ยมสุข



ถัดไปไม่ไกลกันนัก มีอาคารสีเหลือง (อีกแล้ว) เป็นส่วนของร้านขายของที่ระลึก และเปนจุดพักรับประทานอาหาร ผมเดินดูสินค้าที่ระลึกมากมาย แต่ราคาค่อนข้างแพงกว่าร้านข้างนอก อาจเป็นเพราะร้านตั้งอยู่ภายในสถานที่ท่องเที่ยวกระมัง เลยไม่ได้อะไรติดมืออกมา

แต่มีภาพติดใจหลายภาพ ส่วนใหญ่ก็เปนสาวๆ เวียดนาม ในชุดประจำชาติ ที่คอยขายสินค้าภายในร้านนี่แหละ ผมและเพื่อนๆ ชาวลูกทัวร์เลยใช้เวลาเดินวนเวียนอยู่ในร้านนานเป็นพิเศษ เดินไปเดินมาอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ได้ซื้อหรอกครับ
พอสาวเจ้ารู้ตัวพวกเราก็เดินเลี่ยงๆ ออกมา

พูดถึงสาวเวียดนามนี่ ผมว่าสวยนะ คือรูปร่างและผิวของเค้าดูดีอยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะอาหารพื้นเมืองในบ้านเขาส่วนใหญ่ก็จะเป็นผัก เขาบริโภคกันมากครับประเทศนี้ เลยทำให้คนในประเทศส่วนใหญ่ไม่ค่อยอ้วนท้วนนัก แล้วยิ่งมาใส่ชุดประจำชาติแบบรัดรูปด้วยแล้ว ยิ่งน่าดูกันไปกันใหญ่ ทำเอาหัวใจดวงน้อยๆ ของคนไทยตัวดำๆ อย่างผมแทบจะละลาย

ชุดประจำชาติของชาวเวียดนามนี้ เขาเรียกกันว่า ชุดอาวหญ่าย (Ao dai) ซึ่งเป็นภาษาทางเวียดนามเหนือหมายถึง ชุดยาว ชาวเวียดนามนิยมใส่กันทั่วไปทั้งผู้ที่อยู่ในเมือง และในชนบท มีการดัดแปลงปรับปรุงกันไปตามสมัยและรสนิยมของผู้สวมใส่บ้าง แต่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชุดอาวหญ่ายนี้ ก็คือ เนื้อผ้าละเอียด บางเบา แนบเนื้อ ที่สำคัญคือแขนยาว และชายกระโปรงยาวมาถึงตาตุ่ม ดูสะอาดเรียบร้อย จนบางบริษัทฯ ในประเทศเวียดนามออกระเบียบให้พนักงานแต่งชุดอาวหญ่าย เป็นชุดประจำบริษัทกันเลยทีเดียวเชียว


เดินมาดูของที่ระลึก แต่กลับร่ายยาวถึงชุดอาวหญ่าย...ขออภัยๆ ครับ ออกเดินต่อพร้อมกับ play ภาพในกล้องดูความประทับใจในอาภรณ์อรชรของผู้สวมใส่...แน่ะ...ยังจะวกกลับทางเดิมอีก



ออกจากร้านค้าที่ระลึก ก็ต้องระทึกกันอีกครั้งเพราะต้องข้ามถนนอีกครั้ง แต่บริเวณนี้ค่อยดีหน่อย รถราไม่ค่อยมากนัก แถมน้องจินดาไกด์สาว ยังมายืนรอส่งลูกทัวร์ข้ามถนนอยู่ก่อนแล้ว เลยค่อยมั่นใจขึ้น เสียงแตรรถยังคงดังให้ตกใจอยู่เหมือนเดิม




ผมนึกสนุกอยากลองหลับตาเดินข้ามถนนอย่างที่ชาวเวียดนามเขาคุยไว้ แต่คิดไปคิดมาความกล้าก็ยังไม่หาญพอ ถึงแม้กิจกรรมผจญภัยผมก็ผ่านมาเยอะอยู่นะ แต่ทุกครั้งต้องตรวจตราดูความปลอดภัยให้เซฟ 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนลงสนามจริง เรื่องนี้คงยังไม่ขอเสี่ยงดีกว่า เป็นไรขึ้นมาเดี๋ยวจะพาคณะทัวร์เขาจะกร่อยเอา และก็ไม่รู้ว่าโรงพยาบาลที่เวียดนามนี่เขาบริการดีหรือเปล่าด้วย ขอข้ามไปแบบปลอดภัยก่อนแล้วกันนะ


พรรคพวกเพื่อนใหม่ของผมยืนรอกันอยู่ก่อนแล้วที่วัดเสาเดียว ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ที่วัดเสาเดียวนี้ผมดูแล้วรู้สึกคล้ายๆ กับศาลเจ้ามากกว่า เพราะมีหลังคาเก๋งแบบจีน ตัวฝาทั้งสี่ด้านทำด้วยไม้ทั้งหลังตั้งอยู่กลางสระน้ำ ส่วนเสาเดียวแต่ใหญ่ที่ถือเป็นไฮไลท์ตอนนี้เป็นปูนซีเมนต์ ผมเดาว่าแต่ก่อนเสาคงทำจากซุงท่อนใหญ่เชียวแหละ เพราะตามประวัตินั้นสร้างมากว่า 900 ปีแล้ว ว่ากันว่า หากใครต้องการมีบุตร หรือมีบุตรยาก ก็ให้มาขอกับเจ้าแม่กวนอิม ที่ประดิษฐานอยู่ในศาลแห่งนี้ ไม่นานก็จะสมหวัง หรือแม้กระทั่งเรื่องความรัก ความทุกข์โศกอะไรต่างๆ เจ้าแม่ก็จะช่วยขจัดปัดเป่าให้ดีขึ้นได้


จริงเท็จอย่างไร ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเองครับ ผมเองยืนเก้ๆ กังๆ ถ่ายภาพอยู่แถวนั้นยังอดไม่ได้ที่จะขอเหมือนกัน แต่ว่าขออะไรนั้นคงบอกให้รู้กันไม่ได้นะครับ ถ้าสมหวังแล้วจะนำมาเล่าต่อให้ฟังในโอกาสต่อไปครับ : )









วัดวันเหมียว (Van Mieu)
เมืองฮานอย ถึงแม้จะมีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม และมีประวัติความเป็นมายาวนาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูกาล แต่ก็ยังคงมนต์เสน่ห์ของความเป็นเมืองที่เรียบง่าย สะดวกสบายน่าเดินทางมาท่องเที่ยวไว้ได้อย่างดี


สองถึงสามปีมานี้ฮานอยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในฮานอยมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย อย่างที่วัดวันเหมียว นี้เป็นอีกสถานที่หนึ่งตั้งอยู่ในใจกลางเมืองฮานอย ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมไปเที่ยวชม


วัดวันเหมียว หรือในชื่อภาษาอังกฤษ TEMPLE OF LITERATURE ณ ที่แห่งนี้ใช้เป็นที่รวบรวมศิลปะอันล้ำค่าของเวียดนามไว้ จนเป็นที่กล่าวขานกันว่าที่นี่คือ “วิหารวรรณกรรม” และในสมัยก่อนเคยใช้เป็นสถานที่อบรมเหล่าบรรดาขุนนางของเวียดนาม ในระบบการสอบแบบจอหงวน

วัดวันเหมียวสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1673 เพื่ออุทิศให้แด่ศาสดาขงจื้อ ปัจจุบันถือได้ว่าวัดวันเหมียว เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม ที่ยังคงสภาพ และสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ ไว้ได้อย่างเกือบครบสมบูรณ์ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวควรเดินทางมาเที่ยวชม




ฮาลองเบย์ แม่ค้าใจดี
ออกจากวัดวันเหมียวแล้ว คณะทัวร์ของเราเดินต่อไปยังจังหวัดกว่างนิงห์ ซึ่งอยู่ห่างจากฮานอยประมาณ 140 กิโลเมตร โดยเราจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง จังหวัดกว่างนิงห์เป็นที่ตั้งของ อ่าวฮาลอง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ฮาลองเบย์ ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของทริปนี้


ระหว่างทางผมได้เห็นภาพวิถีชีวิตของชาวเวียดนามมากมาย สลับกับทุ่งนาเขียวขจี อีกไม่นานต้นข้าวเขียวเหล่านี้คงจะออกรวงสีทองเป็นเมล็ดข้าวสมบูรณ์ หล่อเลี้ยงชาวเวียดนามและส่งออกไปยังอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นคู่แข่งกับประเทศของเรา


ประเทศเวียดนามตั้งแต่ตอนเหนือลงมา มีสภาพภูมิประเทศราบลุ่มแม่น้ำ โดยเฉพาะในบริเวณเวียดนามเหนือ อย่างเมืองฮานอยนี้ มีที่ราบกว้างใหญ่ไพศาล มีแม่น้ำแดงเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ และมีสายน้ำย่อยๆ อีกมากมาย เหมาะแก่การเกษตรกรรม


จึงไม่น่าแปลกใจเลย เมื่อในอดีตดินแดนแถบนี้เป็นที่ต้องตาต้องใจบรรดาจักรพรรดิจากจีน ด้วยความที่มีของดีอยู่กับตัวนี่เอง ทำให้ชาวเวียดนามต้องตกระกำลำบากจากพิษภัยสงครามอยู่เสมอ

เสียงเพลงบรรเลงจะเข้จีนดังแว่วขับกล่อมอยู่ภายในรถอย่างแผ่วเบา ทิวทัศน์ข้างนอกหน้าต่างชวนให้เกิดจินตนาการ ท่วงทำนองและจังหวะเสียงเพลงช่างไพเราะเหลือเกิน เป็นบทเพลงที่ฟังแล้วสบายๆ รู้สึกผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า

ผมมาทราบชื่อเพลงในภายหลังจากไกด์สาวของเราว่า ชื่อเพลงนี้แปลเป็นไทยก็ประมาณว่า “สายน้ำสื่อรัก” ผมอยากจะเดินหาซื้อซีดีเพลงๆ นี้เก็บไว้ จึงใช้ช่วงเวลาที่มีโอกาสเดินช๊อปปิ้งค์ละลายทรัพย์ในตลาดขายสินค้าที่ระลึก ผมจึงมักปลีกวิเวก ออกไปเดินดูตามร้านขายซีดีเพลงต่างๆ อยู่เสมอ...แต่ก็ยังหาไม่เจอ



คณะของเรามาถึงฮาลองในช่วงค่ำ หลังจากรับประทานอาหารค่ำร่วมกันในภัตาคารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้มีโอกาสไปเดินเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกบริเวณหน้าโรงแรมเฮอร์ริเทจ ซึ่งเป็นโรงแรมขนาด 4 ดาว ห้องใหม่น่าพักผ่อน มีหน้าต่างให้ชื่นชมทิวทัศอ่าวฮาลองเบย์ได้กว้างไกลสวยงาม

ตลาดขายสินค้าที่ระลึกหน้าโรงแรมเฮอร์ริเทจ นั้นเป็นตลาดใหญ่ ขายสินค้าที่ระลก ราคาไม่แพงมากนัก มีนักท่องเที่ยวเดินเลือกซื้อสินค้ากันอย่างมากมาย ราคาของสินค้านั้นสามารถต่อรองได้ หากใครที่ต่อราคาเก่งๆ ก็อาจจะลดราคาลงไปได้ถึง 50 เปอร์เซนต์ทีเดียว

ผมได้เสื้อสีแดง มีดาวตรงกลางสีเหลืองตัวละ 60 บาท มาฝากน้องๆ ที่ทำงาน ได้รถซิโคล่จำลองทำจากเหล็กน่ารักๆ มา 2 คัน จากราคาที่แม่ค้าบอกราคาคันละ 180 บาท ผมต่อเหลือคันละ 120 บาท ยืนต่ออยู่นานจนแม่ค้าใจอ่อน หรือเบื่อผมก็ไม่ทราบได้ เลยใส่ถุงให้มา


แม่ค้าที่นี่พูดไทยได้พอรู้เรื่องครับ โดยเฉพาะค่ำว่า “ไม่ได้” และ “คนไทยต่อเก่ง” ฮ่าๆๆ คงเจอนักท่องเที่ยวคนไทยต่อราคาบ่อย และเขาก็ยินดีรับเงินบาทของไทยด้วย เขาชอบเลยแหละเพราะถ้าเขาเอาเงินบาทไปแลกเป็นเงินด่อง (ออกเสียงเป็น “โด่ง”) เขาจะได้มากกว่าอีกนิดหน่อย ตอนแรกผมก็ไม่รู้เลยไปแลกเป็นเงินด่อง คิดไปคิดมาพึ่งรู้ว่า เราเสียเปรียบนี่หว่า แต่ก็ไม่เปนไรนิดหน่อยเอง


นอกจากแม่ค้า พ่อค้าที่เปิดร้านเป็นกิจจะลักษณะแล้ว ที่เวียดนามนี่ยังมีคนขายของแบบเร่ขายอีกค่อนข้างมาก ดูๆ ก็น่าสงสาร แต่ถ้าช่วยเขาแล้ว ความวุ่นวายจะบังเกิดแก่คุณทันที!! อันนี้ขอเตือน การขายของแบบเร่ขายนี่ เซลในบ้านเราน่ะ ชิดซ้ายออกทางคู่ขนานไปได้เลยครับ เขาตื้อเก่งมาก นี่ถ้าเจ้าชู้หน่อยคงมีแฟนเพียบ หากคุณทำเปนสนใจสินค้าเขานะ เขาจะตามตื้อคุณอย่างติดแน่นทนนาน ฝนจะตกแดดจะออก ไม่ว่าคุณจะเดินไปทางไหนเขาจะตามติดๆ และราคาก็สามารถลดลงได้อย่างน่าใจหาย

อย่างเช่นสร้อยถ่านหินมีไม่กางเขนห้อยตรงกลางเป็นมันสีเทา บ้านเราขายอยู่ 39 บาท แม่ค้าที่ฮาลองขาย 5 เส้น 100 บาท เพื่อนผมต่อราคาเล่นๆ 10 เส้น 100 บาท เขาก็ให้ แต่ก็ยังไม่ซื้อเพราะกะว่าจะคุยเล่นๆ แก้ลำคาญ คุยไปคุยมาตกลงซื้อได้ในราคา 20 เส้น 100 บาท อ่ะ..เอากะเขาซิแม่ค้าที่ฮาลอง...

ส่วนผมเองก็ใช่ว่าจะรอดพ้น โดนมาเหมือนกันครับพี่น้อง....คืนสุดท้ายที่ฮานอย หลังจากชมหุ่นกระบอกน้ำ หนึ่งเดียวในโลก พูดถึงหุ่นกระบอกน้ำที่เวียดนามนี่น่าสนใจมากเหมือนกัน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในตอนท้ายนะครับ มีแม่ค้าวัยประมาณ 40 เศษๆ เดินถือกิโลตราชั่งแบบโบราณๆ แบบที่มีถาดห้อยโตงเตง กับคานเหล็ก พร้อมลูกตุ้มเลื่อนไปมาได้เพื่อหา Balance หาดูยากครับตราชั่งแบบนี้ ไม่ค่อยมีใครเขาใช้กันแล้ว
เธอเดินเข้ามาท่ามกลางความสลัวของแสงไฟข้างถนน ส่วนผมก็กำลังยืนรอจะเดินไปขึ้นรถบัสเพื่อกลับที่โรงแรมที่พัก แต่สายตาเจ้ากรรมก็ไปสบเข้ากับตราชั่งอันเนี๊ยะเข้าให้อย่างจัง มันเป็นตราชั่งที่ถูกใจผมมาก ไม่รู้ว่ามีอะไรสะกดให้ผมชื่นชมมันได้ขนาดนั้น แม่ค้าแต่งตัวมอมแมมใส่หมวกน๊อนลา (Non La) คล้ายงอบหัวแหลม ซึ่งชาวเวียดนามนิยมใส่กันแดดกันฝนกัน เดินใกล้เข้ามาเหมือนอ่านสายตาผมออกว่าผมสนใจ....

สายฝนเริ่มพร่ำนิดหน่อย เพื่อนๆ คณะทัวร์เริ่มขึ้นรถกันแล้ว ผมมีเวลาตัดสิใจได้ไม่นานนัก “เท่าไรครับ?” ผมรีบถาม “200 บาท” เธอตอบ “ของเก่า มีอันเดียว” เธอบรรยายต่อพร้อมยกนิ้วชี้ขึ้นมานิ้วนึง ด้วยความพยามที่จะบอกผมว่ามันเป็นของเก่าแก่ประมาณเป็นมรดกตกทอดที่เธอได้รับมา ผมต่อราคาถ้าเป็นเมืองไทยคงโดนแม่ค้าเขวี้ยงหัวเข้าให้ “ร้อยนึงได้ไหม” ผมยกนิ้วชี้นิ้วเดียวให้เธอเช่นกัน....เธอยิ้ม

“ร้อยยี่สิ” อืมน่าคิด...ผ่านไป 5 วินาที “โอเค” ผมหยิบใบละร้อย 1 ใบ และ ใบละยี่สิบ 1 ใบ ส่งให้เธอ...เธอกล่าวขอบคุณ แล้วมองกิโลตราชั่งของเธอด้วยสายตาอาลัยนิดหน่อย ผมเองก็ดีใจที่ได้ของที่อยากได้ในราคาไม่แพง ทั้งยังเป็นการได้ช่วยเธอ หากชีวิตของเธอช่วงนี้ไม่ลำบากเธอคงไม่ถึงขนาดเอาของในบ้านออกมาเร่ขายอย่างนี้เป็นแน่ และเธอคงดีใจที่ได้ขายของให้แก่คนที่พร้อมจะดูแลมันได้อย่างดีต่อไป

ผมเป็นคนชอบสะสมของเก่า เมื่อก่อนไม่ชอบนะ มาช่วงหลังๆ ที่เดินทางบ่อยนี่แหละ เห็นเป็นไม่ได้ชอบดูชอบเก็บ ผมว่าการที่คนเราได้สะสมของเก่าๆ มันก็ทำให้เราใจเย็น ของแต่ละชิ้นมันมีความเป็นมา มันมีอดีตของมันที่ไม่สามารถหวนกลับไปได้ แต่มันช่วยทำให้เรานึกถึงวันเวลาเก่าก่อนได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ภาพถ่ายก็น่าเก็บ แต่หากเป็นของที่จับต้องได้มีมิติมันจะเป็นรูปธรรมมากกว่า ลองดูครับ ลองหันไปมองหาของใช้ของสะสมภายในบ้านของคุณ หรือของเล่นของคุณในสมัยเด็ก ลองหยิบมันขึ้นมาลูบๆ คลำๆ เล่น แล้วคุณจะเห็นภาพในช่วงที่คุณเคยมีความสุขกับมัน โดยเฉพาะภาพของวันที่คุณได้มันมาเป็นวันแรก...หมายเหตุ : หากมันเป็นภาพที่น่าจดจำนะครับ

ผมมีความสุข แล้วเดินขึ้นรถบัสไป ส่วนแม่ค้าเดินหันหลังกลับไปที่รถมอเตอร์ไซต์ของเธอ ผมมองไม่เห็นหน้าของเธอแล้ว เพราะความมืดและหมวกน๊อบลาที่ปิดคลุม “พี่นุ ซื้อตราชั่งมาเหรอ?” น้องคนหนึ่งที่นั่งข้างกันถาม


ใช่ พี่ชอบ มันเก่าดี ร้อยยี่สิบเอง ท่าทางของเก่านะ สงสารเค้าเลยช่วยซื้อ...” น้องทำหน้าตกใจ แล้วยิ้มเล็กๆ “ ถ้าพี่สงสารเขา พี่คงต้องช่วยลงไปซื้อไปซื้ออีกสามอันแหละครับพี่นุ....โน่นดูดิพี่ เขายังไม่ไปเลย เขาเดินกลับไปเอามาอีกสามอันแน่ะพี่….ดูดิ ข้างรถเนี่ย ฮ่าๆๆๆ”

“เวรกรรม.....” โดนหลอกแล้วไงพี่น้อง ผมยิ้ม พลางชี้ไปที่เธอ แล้วบ่นเป็นภาษาไทยที่เธอพอจะเข้าใจจากสีหน้าของผมว่า “ไหนบอกว่ามีอันเดียวไง..ๆ..ๆ..” เธอโบกมือลา พร้อมแสดงอาการขอโทษขอโพย อย่าให้ผมถือโทษเธอเลย แล้วเธอก็ยิ้มหวาน แล้วก็ขายตราชั่งของเธอให้พี่ร่วมคณะของผมได้อีก 1 อัน ในราคา 100 บาทถ้วน

ักท่องเที่ยวคนอื่นเขาซื้อผ้า ซื้อของกิน ซื้อกระเป๋า ซื้อรองเท้า กลับบ้านไปเป็นของที่ระลึก ส่วนผมซื้อเศษเหล็กกลับบ้านมาห้อยต่องแต่งดูเล่นไว้ให้คิดถึงว่า ครั้งหนึ่งผมไปเที่ยว ฮานอยมา

                                                         โปรดติดตาม ทัวร์เวียดนามตอนจบ ได้ในสัปดาห์หน้า...


ทัวร์เวียดนาม (ตอนที่ 1) กับ นุ บางบ่อ


นุ บางบ่อ...เรื่อง / ภาพ
ออนไลน์เมื่อวันที่
13 สิงหาคม 2551

ขอขอบคุณ / ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณวรินทร์พร นีลดานุวงศ์ (คุณเล็ก)
เพื่อนท่องเที่ยว : Friend Travel
อาคารศูนย์การค้าประตูน้ำเซ็นเตอร์
2193 ชั้น 2 ถ.ราชปรารถ แขวงมักกะสัน
เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Tel : 02 250 6239 , 089 500 3363 , 083 189 9622 , 089 403 6920
Fax : 02 309 8193
Website :
www.friendtravelthai.com
Email : friendtravel2003@hotmail.com

 



ในนามของเพื่อนท่องเที่ยว ขอขอบคุณ คุณ นุ บางบ่อ และทาง www.sanook.com เป็นอย่างยิ่งครับ ที่ได้เขียนประสบการณ์ครั้งหนึ่งกับทัวร์เวียดนาม ให้เพื่อนๆ สมาชิกได้สัมผัสอีกหนึ่งมุมมอง และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้อีกครั้งที่อนุญาตให้...เพื่อนท่องเที่ยว นำบทความผลงานนี้มาเผยแพร่ให้แก่สมาชิกไ้ด้เปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ไปพร้อมๆ กันครับ